วันนี้มีบทความเกี่ยวกับปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progessivism) ผู้ที่กำลังเตรียมสอบครูผู้ช่วยได้ศึกษา เพราะจากการสอบในสนามต่างๆไม่ว่าจะเป็นการสอบครูผู้ช่วย สพฐ. ครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ ครูผู้ช่วย กทม. มีโอกาสเจอข้อสอบเกี่ยวกับปรัชญาการศึกษาได้บ่อยครั้ง เพราะประเทศไทยหลักสูตรการศึกษา ยึดถือตามปรัชญานี้นั่นเอง จึงควรศึกษาไว้ให้พร้อม ไปลุยกันเลย
ความหมายของปรัชญาการศึกษา
ปรัชญาการศึกษา เป็นแนวความคิด หลักการ และกฎเกณฑ์ ในการกำหนดแนวทางในการจัดการศึกษา ซึ่งนักการศึกษาได้ยึดเป็นหลักในการดำเนินการทางการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย นอกจากนี้ปรัชญาการศึกษายังพยายามทำการวิเคราะห์และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษา ทำให้สามารถมองเห็นปัญหาของการศึกษาได้อย่างชัดเจน ปรัชญาการศึกษาจึงเปรียบเหมือนเข็มทิศนำทางให้นักการศึกษาดำเนินการทางศึกษาอย่างเป็นระบบ ชัดเจน และสมเหตุสมผล
ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progessivism)
ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม จะเน้นการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ได้ตามความถนัด
พิพัฒนาการนิยม หมายถึง การนิยมหาความรู้อย่างมีอิสรภาพ มีเสรีภาพในการเรียนการค้นคว้า การทดลอง เพื่อพัฒนาประสบการณ์และความรู้อยู่เสมออย่างไม่หยุดนิ่ง
ความเป็นมาของปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progessivism)
ปรัชญานี้ให้กำเนิดขึ้นเพื่อต่อต้านแนวคิดดั้งเดิมที่การศึกษามักเน้นแต่เนื้อหา สอนให้ท่องจำเพียงอย่างเดียว ทำให้เด็กพัฒนาด้านสติปัญญาอย่างเดียว ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีความกล้าและความมั่นใจในตนเอง ประกอบกับมีความก้าวหน้าในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้เกิดแนวคิดการศึกษาพิพัฒนาการนิยม
การเกิดของปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม
ใน ค.ศ.1870โดยฟรานซิส ดับเบิ้ลยู ปาร์คเกอร์ (Francis W. Parker)เสนอให้มีการปฏิรูปการศึกษาใหม่ เพราะการเรียนแบบเก่าเข้มงวดเรื่องระเบียบวินัย แต่แนวคิดนี้ไม่ได้
รับการยอมรับ
ปรัชญาการศึกษาที่จัดการศึกษาให้สามารถเรียนรู้ได้ตามความถนัด
จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) ได้นำแนวคิดนี้มาทบทวนใหม่ โดยเริ่มงานเขียนชื่อ School ofTomorrow ออกตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1915 ต่อมามีผู้สนับสนุนมากขึ้น จึงตั้งเป็นสมาคมการศึกษาแบบพิพัฒนาการ (ProgessiveEducation Association) และนำแนวคิดไปใช้ในโรงเรียนต่าง ๆแต่ก็ถูกโจมตีจากฝ่ายปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม จนสมาคมการศึกษาพิพัฒนาการนิยมต้องยุบไป แต่แนวคิดทางการศึกษาปรัชญาพิพัฒนาการนิยมยังคงใช้ในสหรัฐอเมริกาต่อมาได้รับความนิยมมากขึ้นและแพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย
แนวความคิดพื้นฐาน ของปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม
เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอตามกาลเวลาและสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบที่มีอิทธิพลสูงสุดในการกำหนดรูปแบบของวัฒนธรรมและสังคม คือ การค้นคว้า ทคลองและประสบการณ์ของมนุษย์ เชื่อว่ามนุษย์เป็นผู้กำหนดอนาคตโชคชะตาของตนเอง ควรเน้นความสำคัญและคุณค่าของแต่ละบุคคลให้มากดังนั้น การศึกษาในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมจะต้องเปลี่ยนแปรสภาพไปด้วย การศึกษาไม่ใช่สอนให้คนยึดมั่นในความจริง หรือถูกกำหนดไว้ตายตัวต้องหาทางปรับปรุงการศึกษาเพื่อจะเป็นแนวทางนำไปสู่การค้นพบความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ
แนวความคิดทางการศึกษา ของปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม
มีแนวคิดว่า การศึกษา คือ ชีวิตมิใช่เป็นการเตรียมตัวเพื่อชีวิต หมายความว่า การที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขจะต้องอาศัยการเข้าใจความหมายของประสบการณ์นิยม ฉะนั้นผู้เรียนจึงควรจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่เหมาะสมแก่วัยของเขา และสิ่งที่จัดให้ผู้เรียนเรียนควรจะเป็นไปในทางที่ก่อให้เกิดประสบการณ์ที่ผู้เรียนสามารถเข้าใจปัญหาชีวิตและสังคมในปัจจุบัน และหาทางปรับตัวให้เข้ากับภาวะที่เป็นจริงในปัจจุบัน
จุดมุ่งหมายของการศึกษา สำหรับปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม
- ส่งเสริมประชาธิปไตยทั้งในและนอกห้องเรียน
- มุ่งให้ผู้เรียนรู้จักศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
- มุ่งให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ในการดำรงชีวิต
- เป็นหมู่คณะ และรู้จักปกครองตนเอง
- มุ่งให้ผู้เรียนพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาไปพร้อมกัน
- มุ่งให้ผู้เรียนรู้จักปรับตัวเองเข้ากับสังคมได้
- มุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนตามความถนัดความสนใจ และตามความสามารถ
องค์ประกอบของการศึกษา
1.ด้านหลักสูตรการศึกษา
ยืดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนและคัดด้านอย่างยิ่งต่อหลักสูตรที่ยึดเอาวิชาเป็นศูนย์กลาง การเรียนการสอนมักยึดเอาความต้องการของผู้เรียนเป็นหลักดังนั้น หลักสูตรจึงมีความยืดหยุ่นมากที่สุด ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เรียนเป็นประการสำคัญ หลักสูตรแบบนี้มีชื่อเรียกว่า “หลักสูตรประสบการณ์(experience curriculum)” หรือ”หลักสูตรที่ยืดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง(child centered curriculum)”
2.ด้านครูผู้สอน
ไม่เป็นผู้ออกคำสั่ง แต่ทำหน้าที่ในการแนะแนวทางให้แก่ผู้เรียนแล้วจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมให้แก่ผู้เรียน ครูจะต้องมีความรู้และประสบการณ์อย่างกว้างขวาง รู้จักผู้เรียนเป็นอย่างดี และยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล วางแผนให้เกิดการเรียนรู้ให้หมาะสมกับความสามารถ และความต้องการของผู้เรียนจัดกิจกรรมที่สนองความอยากรู้อยากเห็นของผู้เรียน
พร้อมทั้งยังคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจจัดสภาพในโรงเรียนและในห้องเรียนให้พร้อมต่อการเรียนให้ได้ประสบการณ์ตามที่ต้องการ ผู้สอนและผู้เรียนร่วมมือกันในการเรียนรู้และเน้นการทำงานในรูปของประชาธิปไตยและความเสมอภาค
3.ด้านผู้เรียน
ให้ความสำคัญแก่ผู้เรียนมากอว่าผู้เรียนมีความสามารถที่จะสืบเสาะแสวงหาประสบการณ์ และพร้อมที่จะรับประสบการณ์ ผู้เรียนจะได้ประสบการณ์จากการลงมือกระทำด้วยตนเอง(Learning by doing)มีอิสระในการเลือกตัดสินใจและต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้การเรียนการสอนตรงกับความถนัดความสนใจและความสามารถของผู้เรียน
4.ด้านโรงเรียน
ทำหน้าที่เป็นแบบจำลองสังคม โดยเฉพาะแบบจำลองที่ดีงามของชีวิต และประสบการณ์ในสังคมโดยการจัดให้เหมาะสมกับวุฒิภาวะของผู้เรียนเริ่มจากการเรียนรู้พื้นฐานของสังคมโรงเรียนต้องสร้างบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย
โดยให้ผู้เรียนได้มีการเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่มีความพร้อม มีความรู้จักและเข้าใจสังคมอย่างดีพอที่จะออกไปปรับปรุง และพัฒนาสังคมได้
5.ด้านกระบวนการเรียนการสอน
การสอนที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child centered)โดยให้ผู้เรียนมีบทบาทมากที่สุด การเรียนเป็นเรื่องการกระทำ (Doing) มากกว่ารู้ (Knowing)ให้ผู้เรียนลงมือกระทำเพื่อให้เกิดประสบการณ์และการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการเรียนการสอนหลายลักษณะที่เห็นว่าจะนำมาใช้ได้ และมีความแตกต่างกันตั้งแต่จัดแบบตามสบายจนกระทั่งถึงแบบที่มีระเบียบแบบแผน การสอนเน้นการสาธิต การอภิปราย การค้นคว้า การรายงาน การประชุม การวางแผนซึ่งจะกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้ความสามารถอย่างแท้จริง และได้รับประสบการณ์จริงด้วยตนเอง
บทสรุป
ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยมนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนตามความถนัด ความสนใจ และความสามารถของนักเรียน มีการส่งเสริมประชาธิปไตยทั้งในและนอกห้องเรียน นักเรียนรู้จักศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ให้นักเรียนมีประสบการณ์ในด้านการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข รู้จักปกครองตนเอง และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต






















