การสอนแบบใช้เงื่อนไขแบบวัตตสัน
การสอนแบบใช้เงื่อนไขแบบวัตตสัน
- โฆษณา -

ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก ของ จอห์น บี. วัตสัน (John B. Watson) เสนอว่า พฤติกรรมของมนุษย์เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ ผ่านกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า (Stimulus) กับการตอบสนอง (Response)

การสอนแบบใช้เงื่อนไขแบบวัตตสัน นำทฤษฎีนี้มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ โดยใช้หลักการดังนี้

1. การจับคู่สิ่งเร้า:

  • จับคู่สิ่งเร้าที่เป็นกลาง (Neutral Stimulus) กับสิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไข (Unconditioned Stimulus) ซ้ำๆ
  • สิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไขจะกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองที่ไม่วางเงื่อนไข (Unconditioned Response)
  • เมื่อจับคู่ซ้ำๆ สิ่งเร้าที่เป็นกลางจะกลายเป็น สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข (Conditioned Stimulus)

ตัวอย่าง:

  • เสียงกระดิ่ง (สิ่งเร้าที่เป็นกลาง) จับคู่กับอาหาร (สิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไข)
  • อาหารกระตุ้นให้เกิดน้ำลาย (การตอบสนองที่ไม่วางเงื่อนไข)
  • เมื่อจับคู่ซ้ำๆ เสียงกระดิ่งจะกลายเป็นสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข
  • เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง เด็กจะน้ำลายสอ (การตอบสนองที่วางเงื่อนไข)

2. การกำหนดการเสริมแรง:

  • เพิ่มการเสริมแรง (Reinforcement) ให้กับพฤติกรรมที่ต้องการ
  • การเสริมแรงจะช่วยเพิ่มโอกาสที่พฤติกรรมนั้นจะเกิดขึ้นอีก

ตัวอย่าง:

  • เด็กตอบคำถามถูก ครูให้รางวัล (การเสริมแรง)
  • เด็กมีโอกาสตอบคำถามถูกมากขึ้น

3. การกำหนดโทษ:

  • ลงโทษ (Punishment) พฤติกรรมที่ไม่ต้องการ
  • การลงโทษจะช่วยลดโอกาสที่พฤติกรรมนั้นจะเกิดขึ้น

ตัวอย่าง:

  • เด็กโกหก ครูตักเตือน (การลงโทษ)
  • เด็กมีโอกาสโกหกลดลง

ข้อดี

  • เป็นวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพ
  • เหมาะสำหรับการสอนพฤติกรรมที่ง่ายและชัดเจน
  • เหมาะสำหรับการสอนเด็กเล็ก

ข้อเสีย

  • เป็นวิธีการสอนที่เน้นการควบคุม
  • ไม่ได้ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
  • ไม่ได้ช่วยพัฒนาความคิดวิเคราะห์

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้การสอนแบบใช้เงื่อนไขแบบวัตตสัน

  • การฝึกสุนัข
  • การฝึกเด็กทารกให้หยุดร้องไห้
  • การฝึกนักกีฬา

สรุป การสอนแบบใช้เงื่อนไขแบบวัตตสัน

การสอนแบบใช้เงื่อนไขแบบวัตตสัน เป็นวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับการสอนพฤติกรรมที่ง่ายและชัดเจน แต่ควรใช้อย่างระมัดระวัง ควรผสมผสานกับวิธีการสอนอื่นๆ เพื่อพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน

- Advertisement -